บทที่ 4 เป็นครั้งแรก
ความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ชาติที่แล้ว หลังจากสั่งโบยเซี่ยจิ่งเหิงห้าสิบไม้
เรื่องนี้ก็จบลงเพียงเท่านั้น นางไม่เคยถามเขาว่า
เหตุใดจึงทำปิ่นแตก และไม่เคยสนใจคำแก้ตัวของเขา
เพราะนางเชื่ออยู่แล้วว่าเป็นฝีมือเขา แต่ตอนนี้
เมื่อลองนึกย้อนกลับไป...เจียงหว่านอี๋กลับจำไม่ได้
ว่าเคยเห็นเซี่ยจิ่งเหิงแตะต้องปิ่นชิ้นนี้ด้วยตาตนเอง
“ใครพบปิ่น?” สาวใช้ข้างกายนิ่งไป
“เจ้าคะ?”
“ข้าถามว่าใครพบปิ่นแตก”
สาวใช้รีบตอบ “เสี่ยวชุ่ยเจ้าค่ะ นางพบมันตกอยู่ข้างโต๊ะ แล้วเห็นคุณชายเซี่ยอยู่แถวนั้นพอดี”
เจียงหว่านอี๋เงียบ
“แล้วมีใครเห็นเขาทำตกหรือไม่?”
คราวนี้ไม่มีผู้ใดตอบ นางมองเศษหยกบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา ชาติที่แล้วตอนนางอายุเท่านี้
นางโกรธก็ลงโทษ ไม่ชอบก็รังแก ไม่เคยต้องการหลักฐาน เพราะในจวนแห่งนี้คำพูดของคุณหนูใหญ่แทบไม่ต่างจากหลักฐานอยู่แล้ว
แต่ปัญหาคือเซี่ยจิ่งเหิงจำทุกอย่างได้ เขาจำได้
ว่านางเคยตบเขา จำได้ว่านางเคยแย่งหนังสือของเขา
จำได้ว่านางเคยปล่อยให้คนอื่นกลั่นแกล้ง
และคงจำได้ด้วยว่าวันนี้นางสั่งโบยเขา
ทั้งที่ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาทำปิ่นแตกจริง
เจียงหว่านอี๋ยิ่งคิด สีหน้าก็ยิ่งไม่น่าดู บัญชีแค้นของนางมากเกินไปแล้ว หากต้องสะสางทีละเรื่อง
เกรงว่าต่อให้มีชีวิตอีกเจ็ดปีก็อาจไม่พอ
“คุณหนูใหญ่?”
“เงียบเสีย ข้ากำลังคิด”
สาวใช้รีบหุบปาก เจียงหว่านอี๋ยกมือเท้าคาง
สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไร? ขอโทษเซี่ยจิ่งเหิงหรือ?..
ไม่มีทาง คุณหนูใหญ่แห่งจวนเจียงจะไปขอโทษเขา
นั่นไม่เท่ากับยอมรับว่าตนผิดหรือ
อีกอย่าง นางเพิ่งสั่งตีเขาไปเมื่อครู่
แล้วหากวิ่งตามไปขอโทษทันที เขาไม่คิดว่า
นางเสียสติก็คงคิดว่านางกำลังวางแผนอะไรสักอย่าง
ไม่ได้!
ต้องค่อยเป็นค่อยไป นางมีเวลาตั้งเจ็ดปี
ขอเพียงก่อนอายุสิบแปด ทำให้เซี่ยจิ่งเหิงเกลียดนางน้อยลง ไม่ยกถ้วยยาพิษขึ้นมากรอกปากนาง
ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว คิดได้ดังนั้น เจียงหว่านอี๋จึงรู้สึกเบาใจ
จนกระทั่งสายตาตกลงบนปิ่นหยกอีกครั้ง “เอาไปเก็บ” นางไม่อยากเห็นมันแล้ว สาวใช้รับคำ ก่อนจะรวบเศษหยกอย่างระมัดระวัง เจียงหว่านอี๋ลุกขึ้น ตั้งใจกลับเข้าห้อง แต่เดินไปได้เพียงสองก้าวก็หยุด
ภาพแผ่นหลังผอมบางเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่รู้ตัว สิบไม้คงไม่เป็นอะไรมาก เขายังเดินกลับเองได้ด้วย
นางยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมา
“ในเรือนมียาทาแผลหรือไม่?”
สาวใช้เบิกตาเล็กน้อย เจียงหว่านอี๋รีบกล่าวต่อ
“ยาที่ไม่ค่อยดีนัก”
“มีเจ้าค่ะ แต่หากคุณหนูบาดเจ็บ บ่าวจะไปนำยาชั้นดีจากคลังมา”
“ใครบอกว่าข้าจะใช้” เจียงหว่านอี๋กระแอมเบา ๆ
“เอายาที่ไม่ค่อยดีไปให้เซี่ยจิ่งเหิง”
คราวนี้สีหน้าของสาวใช้ประหลาดยิ่งกว่าเดิม
“ให้คุณชายเซี่ยหรือเจ้าคะ?”
“ก็เขาถูกโบยจนหลังแตก หากแผลเน่าแล้วตายขึ้นมา ข้าจะรังแกผู้ใดเล่า”
เหตุผลนี้ใช้ได้ดีทีเดียว ใช้ซ้ำอีกครั้งก็น่าจะได้
เจียงหว่านอี๋คิดว่าตนพูดสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
“แล้วอย่าบอกว่าเป็นของข้า” สาวใช้ยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม
“แล้วจะให้บ่าวบอกว่าเป็นของผู้ใดเจ้าคะ?”
เจียงหว่านอี๋นิ่งไป นั่นสิ หากไม่ใช่ของนาง
แล้วจะเป็นของใคร นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนโบกมืออย่างรำคาญ “ช่างเถอะ บอกว่าเป็นของข้านั่นแหละ”
อย่างไรเสียยาก็ไม่ใช่ของดี นางเพียงไม่อยากให้เขาตายเร็วเกินไปเท่านั้น สาวใช้รับคำแล้วเดินออกไป
เจียงหว่านอี๋มองตามแผ่นหลังอีกฝ่าย ก่อนถอนหายใจ สิบไม้ ยาหนึ่งตลับ วันนี้นางทั้งลดโทษ
ทั้งยังให้ยาเขาอีก
นับอย่างไรก็ถือว่าดีกว่าชาติที่แล้วมาก
หากเซี่ยจิ่งเหิงยังเก็บเรื่องวันนี้ไปแค้นนางอีก...คนผู้นั้นก็คงใจแคบเกินไป
อีกด้านหนึ่งของจวน เซี่ยจิ่งเหิงกลับถึงเรือนเล็กของตนได้ไม่นาน สาวใช้จากเรือนคุณหนูใหญ่ก็นำยามาวางไว้ตรงหน้า เด็กหนุ่มมองตลับยา “คุณหนูใหญ่ให้มาเจ้าค่ะ” เซี่ยจิ่งเหิงไม่ได้ยื่นมือรับในทันที
เขามองตลับยาอยู่นาน ก่อนถามด้วยความสงสัย “นางต้องการอะไร?” สาวใช้ตอบไม่ได้ เพราะแม้แต่นางเองก็ไม่รู้ เซี่ยจิ่งเหิงจึงไม่ถามอีกสายตาของเขาหยุดอยู่บนตลับยาเล็ก ๆ นั้น ตั้งแต่เข้าจวนเจียงมา คุณหนูใหญ่เคยมอบของให้เขาหลายอย่าง
น้ำเย็นในฤดูหนาว หนังสือที่ถูกฉีกขาดและบาดแผลนับไม่ถ้วน แต่ยารักษาแผล...นี่เป็นครั้งแรก
